นายกฯ กังวลสถานการณ์น้ำของประเทศความเสี่ยงสูง

ทำเนียบฯ 10 ต.ค.- นายกฯ กังวลสถานการณ์น้ำของประเทศ มีความเสี่ยงสูง ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มรูปแบบ เร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล ลดวิกฤต ขณะที่ รมว.เกษตรฯ ระบุ เขื่อนหลัก 34 แห่งทั่วประเทศ ยังรับน้ำได้อีกร้อยละ 21 ของความจุ เร่งผลักดันน้ำในภาคอีสานลงแม่น้ำโขง ผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกทะเล พร้อมตัดน้ำเข้าทุ่ง 12 ทุ่ง ตั้งแต่สุโขทัย เชื่อ ดูแลได้ ถ้าปริมาณฝนไม่มากเกินไป ยืนยัน ไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ สั่งติดตามสถานการณ์ทุก 24 ชั่วโมง รายงานผลทุก 6 ชั่วโมง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (10 ต.ค.) ยอมรับว่า มีความห่วงใยและกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของประเทศไทยที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เมื่อมีปริมาณน้ำสะสมจากพื้นที่ตอนบนไหลมาสมทบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกตามฤดูกาล ก็ยิ่งทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงต้องการให้มีการตัดแยกน้ำ บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

“การที่จะบริหารจัดการน้ำได้ จะต้องลดปริมาณน้ำสะสมในภาคเหนือ เพื่อรองรับน้ำฝนที่ลงมาเพิ่ม หากเราเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ จะลดวิกฤตไปได้มาก เวลานี้ปัญหาอยู่ที่พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ รัฐบาลเห็นใจประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และจะพยายามทำให้ดีที่สุด เราต้องเตรียมตัวและรับมือกับภัยธรรมชาติ” นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ได้ติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และให้เผยแพร่ข้อมูลตัววิ่งผ่านสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลความเสี่ยงจากพายุลูกใหม่ ที่จะเข้าสู่ประเทศไทยในเดือนนี้

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงว่า ขณะนี้ เขื่อนหลักทั้ง 34 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 79 ของความจุ สามารถรับน้ำได้อีก ร้อยละ 21 ของความจุ โดยพื้นที่เสี่ยง คือ ภาคอีสาน ต้องเร่งระบายน้ำในพื้นที่อีสานตอนกลาง ลงแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล เพื่อผลักดันน้ำลงสู่แม่น้ำโขง และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ถือว่ามีความสำคัญ ต้องเฝ้าระวังใน 3 จุด คือ จ.นครสวรรค์ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

“เขื่อนเจ้าพระยา ขณะนี้ได้เร่งระบายน้ำ 2,250 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่จะไม่เกิน 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที สำหรับบางไทร ซึ่งเป็นพื้นที่กว้าง ขณะนี้ กำลังการระบายน้ำอยู่ที่ 2,260 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อที่จะผลักดันน้ำลงสู่ทะเล” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันที่ 12-14 ตุลาคม อาจเกิดฝนตกหนัก เพื่อความไม่ประมาท ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำ โดยพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจะอยู่ที่ใต้เขื่อนเจ้าพระยา อ.บางบาล และ อ.บางไทร และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ แต่จะไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สมทบเพิ่มเติม เพราะจะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากขึ้น

“นอกจากนี้ จะมีการตัดน้ำเข้าสู่ 12 ทุ่ง ตั้งแต่ จ.สุโขทัย ไล่เรียงลงมา ขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ถ้าฝนไม่ตกลงมามากเกินไป เชื่อว่าจะดูแลได้ และจะมีติดตามสถานการณ์ทุก 24 ชั่วโมง รายงานผลทุก 6 ชั่วโมง” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สำนักข่าวไทย.